เกร็ดฟุตบอล : 10 โมเมนต์ที่น่าจดจำใน ทัวร์นาเมนต์ ศึกชิงแชมป์ฟุตบอลแห่งชาติ ยูโร 2020 ตอนที่ 2

เกร็ดฟุตบอล วันนี้ : จบกันไปแล้วสำหรับ ทัวร์นาเมนต์ ที่ทุกคนรอคอย ศึกชิงแชมป์ฟุตบอลแห่งชาติ ยูโร 2020มีเหตุการณ์เกิดขึ้นต่าง ๆ มากมายหลากหลายประเทศในยุโรปต่างพากันสู้กันได้อย่างเต็มที่ ซึ่งใน ทัวร์นาเมนต์ นี้ก็มีโมเมนต์ที่น่าจดจำหลาย ๆ อย่างเกิดขึ้นมากมาย เป็นศึกฟุตบอลที่มีครบทุกรสชาติได้เราได้ติดตามชม ซึ่ง เกร็ดฟุตบอล วันนี้ เราคัดสรรช่วงเวลาที่ดีที่สุด และนี่คือ 10 อันดับโมเมนต์ที่น่าจดจำในศึกฟุตบอล ยูโร 2020

5.โรนัลโด้หยิบขวดโค้กออกและชักชวนทุกคนให้ดื่มน้ำเปล่าแทน

กว่าที่ โรนัลโด้ จะมาถึงจุดที่เขาเป็นซุปเปอร์สตาร์ดาวเด่นของวงการฟุตบอล เขามีความพยายามฝึกฝนตัวเองและที่สำคัญโรนัลโด้ยังขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ชายที่รักสุขภาพเอามากๆ เพื่อรีดฟอร์มเก่งออกมาได้ตลอดเวลา โรนัลโด้จึงมีระเบียบวินัยในการรับประทานอาหารเป็นอย่างมาก จึงไม่แปลกใจเลยที่เขาจะเอื้อมมือหยิบขวด โคคา-โคล่า ที่วางอยู่บนโต๊ะตอนสัมภาษณ์ออกแล้วหยิบขวดน้ำเปล่าขึ้นมาดื่มแทน อีกทั้งยังชักชวนแฟนคลับให้หันมาบริโภคน้ำเปล่ากันมากขึ้นอีกด้วย

ซึ่งการกระทำของโรนัลโด้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในมูลค่าหุ้นของ Coca-Cola และกลายเป็นประเด็นร้อนตลอดการแข่งขันฟุตบอลยูโร

4.อัตติลา ฟิโอล่า ทุบโต๊ะนักข่าว

ในเกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม ฮังการี มีสิทธิ์ที่จะตกรอบสูง ในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มที่เจอกับ ฝรั่งเศส ฮังการี ต้องงัดทุกอย่างที่มีออกมาใช้สู้กับ ฝรั่งเศส แต่แล้วในช่วงก่อนหมดเวลาครึ่งแรก เมื่อ ฮังการี ใช้แผนที่เตรียมมาในการเล่นสวนกลับ ด้วยการเล่นกันง่ายๆพักบอล เพื่อนเปิดไปข้างหน้า วิ่งสอดขึ้นไป ซึ่ง อัตติลา ฟิโอลา ได้โอกาสทองหลุดเข้าไปในกรอบและเขาไม่พลาด ประตูนี้ทำให้ ปุสกัส อารีนา แทบแตก และการระเบิดอารมณ์ของ ฟิโอลา ที่วิ่งไปฉลองประตูกับแฟนบอลที่อัฒจันทร์โดยเผลอทุบโต๊ะผู้สื่อข่าวที่ข้างสนาม ก็ทำให้เราได้เห็นว่าประตูนี้มัน “สุดขีด” ขนาดไหน

จากนั้น ฟิโอล่า ก็ได้กระโดดข้ามสิ่งกีดขวางเพื่อพยายามเข้าใกล้แฟน ๆ มากขึ้นในระหว่างการเฉลิมฉลองในการที่เขาทำประตูได้ แต่เหมือนว่าเจ้าตัวนั้นจะดีใจสุดขีดเกินไปหน่อย ที่เบื้องหน้าของเขามีโต๊ะนักข่าวสาวนั่งอยู่ ฟิโอล่าทุบโต๊ะด้วยแพชชั่นที่แรงสุดขีด ทำให้นักข่าวสาวนั้นทั้งตกใจจนทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว แต่หลังจากนั้น ฟิโอล่า ก็ได้ออกมากล่าวขอโทษเธอโดยให้เหตุผลว่าเขามีอารมณ์ร่วมในเกมมากเกินไปหน่อย

3. ลูก้า โมดริช แก่แต่เก๋า โชว์ยิงประตูนัดเจอ สก็อตแลนด์

รองแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดอย่าง โครเอเชีย โดยที่มี ลูก้า โมดริช เป็นผู้เล่นคนสำคัญที่พา โครเอเชีย ไปถึงตรงนั้นได้ แต่หลังจากทัวร์นาเมนต์นั้นแล้วหลายคนต่างพากันพูดว่า โมดริช เริ่มแก่ตัวแล้ว ด้วยวัย 35 คงเล่นบอลฟอร์มแบบสมัยฟุตบอลโลกครั้งที่แล้วไม่ไหว แต่ ลูก้า โมดริช ที่มีอายุมากขึ้นเรื่อยๆ นั้นช่างดูเหมือนราวกับไวน์ชั้นดี และพิสูจน์ได้มากพอในเกมกลุ่มสุดท้ายของ โครเอเชีย กับ สกอตแลนด์ ด้วยสกอร์เสมอกันที่ 1-1 และ โครเอเชีย ออกมาเล่นนอกบ้านในศึกยูโร 2020 โมดริช ยิงประตูกลับบ้านอย่างหรูหราจากกรอบเขตโทษด้วยเท้าด้านขวาของเขา เขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า วัย 35 ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา

2. ฟรีคิกของ มิคเคล ดัมส์การ์ด ในเกมพบกับอังกฤษ

เดนมาร์ก เป็นทีมรองตลอดการแข่งขัน ไม่มีใครคาดคิดว่าม้ามืดอย่าง เดนมาร์ก จะสามารถเข้ามาถึงรอบรองชนะเลิศได้ และ มิคเคล ดัมส์การ์ด ก็ได้ให้ความหวังแก่โลกในช่วงเวลาสั้นๆ ว่าพวกเขาจะสร้างประวัติศาสตร์ สามารถคว้าแชมป์ยูโรได้อีกครั้งเหมือนสมัย 1992 ได้อย่างปาฏิหาริย์อีกครั้ง และทุกคนต่างพากันทุ่มเท คว้าแชมป์รายการนี้เพื่อเป็นเกียรติแก่ อีริคเซ่น

กองกลางรายนี้เป็นหนึ่งในดาวเด่นของเส้นทางสู่รอบรองชนะเลิศของเดนมาร์ก และในนาทีที่ 31 เขาได้ก้าวขึ้นมาทำประตูโดยการยิงฟรีคิกจากระยะ 30 หลา บอลได้ลอยผ่าน จอร์แดน พิคฟอร์ด ผู้รักษาประตูทีมชาติ อังกฤษ จากนั้นเสียงแฟนบอลชาว เดนมาร์ก ที่อยู่ใน เวมบลีย์ ก็ปะทุขึ้นอย่างบ้าคลั่ง

ถึงแม้ว่าในที่สุดเดนมาร์กจะตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมสำหรับ ชาวเดนมาร์ก และลูกยิงที่ยอดเยี่ยมจากผู้เล่นที่มีอนาคตที่ยิ่งใหญ่ในภายภาคหน้า

  1. ชัยชนะของอิตาลี ที่มีชัยเหนืออังกฤษในเวมบลีย์
เกร็ดฟุตบอล ทัวร์นาเมนต์

นี่คือนัดชิงชนะเลิศ แต่ละทีมต่างมีฟอร์มเด่นด้วยกันทั้งคู่ อีกทั้งยังมีผู้เล่นที่มีศักยภาพที่เพียบพร้อมต่างๆ ไม่มีทีมไหนด้อยไปกว่ากันเลยแม้แต่นิดเดียว ทุกคนต่างคาดหวังว่าเกมนี้จะเป็นหนึ่งในเกมที่ดุเดือดซึ่งมันเป็นอย่างที่ทุกคนคาดหวังจริงๆ

อังกฤษเริ่มนำไปก่อนตั้งแต่นาทีที่ 2 จากลุค ชอว์ ก่อนที่อิตาลีตามตีเสมอได้ในนาที 67 จาก เลียวนาร์ด โบนุชชี จบเวลาเสมอกัน 1-1 ตลอด 120 นาที ทำให้ต้องดวลจุดโทษชี้ขาด และเป็น อิตาลี ที่เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 3-2

ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นแชมป์ยูโรครั้งที่สองของ อิตาลี ในขณะที่ อังกฤษ ยังต้องรอแชมป์ระดับทวีปครั้งแรกนี้อีกต่อไป